“ถ้าคนอ่านมองผ่านเลนส์ของระพี จะรู้สึกว่านี่คือนิยายโรแมนติก แต่ถ้ามองผ่านมุมของนิ่ม กลับรู้สึกว่ามันท็อกซิก… มันมีความไม่ยุติธรรมแฝงอยู่ และสุดท้ายนิ่มก็ไปไหนไม่ได้สักที”
นี่คือมุมมองของ “จ๋า Jacaranda K.” เจ้าของบทประพันธ์ “จวบระพีอัสดง” ที่มีต่อความสัมพันธ์ของตัวละครเอกอย่าง “ระพี ดิเรกโยธิน” และ “นิ่ม”
เธอเสริมอีกว่า “ถ้ามองว่านี่ไม่ใช่นิยายรัก นิ่มคือคนที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวจนระพีกลายเป็นตัวร้ายไปเลยก็ได้ เพราะระพีเป็นฝ่ายกระทำเสียส่วนใหญ่ ส่วนนิ่มก็เป็นฝ่าย ‘ให้’ เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลย”
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน “จวบระพีอัสดง” เคยสร้างปรากฏการณ์โด่งดังสุดขีดในโลกออนไลน์มาแล้ว ชื่อของ “จ๋า Jacaranda K.” ถูกกล่าวขวัญถึงในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ที่มีฝีไม้ลายมือคมกริบ ทุกเรื่องราวที่ร้อยเรียงสามารถดึงให้นักอ่านติดงอมแงม จดจ่ออยู่กับบทสรุปความสัมพันธ์ต่างชนชั้นระหว่าง “ระพี” กับ “นิ่ม” บ่าวผู้เทิดทูนนายยิ่งกว่าชีวิต
ในวันที่บรรยากาศเป็นใจ ทาง Amarinbooks จึงถือโอกาสมานั่งพูดคุยกันอย่างสบายๆ กับ “จ๋า Jacaranda K.” แบบเจาะลึก โดยเริ่มบทสนทนาแรกเพื่อสร้างความคุ้นเคยว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ?”
จ๋าตอบด้วยน้ำเสียงสดใสแฝงความเขินอายนิดๆ “ตื่นเต้นนิดหนึ่งค่ะ ปกติไม่ค่อยได้ออกมาสัมภาษณ์อะไรแบบนี้ แล้วเป็นคนพูดต่อหน้าคนไม่ค่อยเก่งด้วยนะคะ” เธอส่งยิ้มหวานพร้อมกับสายตาที่เป็นมิตร เราเริ่มต้นด้วยคำถามแรกที่ถือว่าเป็นคำถามสามัญเพื่อนำไปสู่การเจาะลึกเรื่องราวต่างๆ กับคำถามที่ว่า
“อาชีพนักเขียนถือว่าเป็นอาชีพในฝันหรือไม่?”
เมื่อจ๋าได้ยิน เธอส่ายหน้าก่อนค่อยๆ ตอบคำถามนี้ด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ถ้าตั้งแต่เด็ก ไม่ได้มีแผนว่าจะเขียนเป็นอาชีพ เพราะว่าเป็นสายอ่านมาตลอด เคยลงมือเขียนบ้างแต่เป็นการเขียนเล่นๆ ให้เพื่อนอ่านมากกว่า แล้วแม่เขาก็จะบอกว่านักเขียนมันไส้แห้งนะ (ยิ้ม) ซึ่งเราก็เรียนสายวิทย์มาตลอด จากนั้นพอโตมาก็เลือกเรียนแพทย์ ตอนที่แม่บอกว่าไส้แห้ง เราก็คิดนะ เพราะว่าตอนนั้นอาจจะเป็นเด็กด้วย ยังไม่เห็นว่าเส้นทางจะเป็นอย่างไรต่อไป”
เธอขยายความบทสนทนาครั้งนี้ว่า “ด้วยความที่พอเขียนให้เพื่อนอ่าน แล้วเพื่อนชอบก็เลยคิดว่าน่าจะดีนะ ประกอบกับเคยรับงานที่เป็นนักเขียนเงา (Ghostwriter) มาก่อนด้วย พองานมันออกมาโดยเป็นชื่อของคนอื่น เรารู้ว่าถ้ามันเป็นชื่อของเราก็น่าจะได้อยู่นะ เราเลยคิดแค่ว่าเราจะไม่ทำในฐานะของเราบ้างเหรอ เลยตัดสินใจลองทำดู ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก่อนจะมี ‘จวบระพี’ แป๊บเดียว”
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น งานเขียนเป็นแนวไหน? “แนวแฟนฟิกชัน แล้วมีแบบเขียนตามออร์เดอร์ว่าเพื่อนอยากอ่านแนวไหน เขาก็จะบรีฟมาให้เราเขียน เป็นแนวตามสั่ง โดยมีคำนิยามว่า ‘ร้านข้าวเพิงหมาแหงน’ ค่ะ” จ๋าตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
ทั้งนี้จ๋ายังพูดถึงนิสัยส่วนตัวในการวางแผนเริ่มจรดปากกาเขียนผลงาน “ตอนที่เขียนงาน หากไม่ได้ที่หนึ่งก็จะไม่ทำ หากเป็นคนอื่นคิดแบบนี้อาจจะรู้สึกกดดัน ว่ามันต้องดีที่สุด มันต้องไม่มีข้อผิดพลาดอะไรเลย ซึ่งบอกตรงๆ ว่าตอนที่เขียนก็คิดแบบนี้นะคะ ดังนั้นจึงพยายามอุดช่องโหว่ทุกอย่าง ทุกครั้งที่เขียนก็จะเริ่มเขียนด้วยความมั่นใจ โดยพื้นฐานการอ่านมาจากทางคุณแม่ที่ชอบอ่านแนวไทยพีเรียด ท่านก็แนะนำว่าควรอ่านเล่มไหนบ้าง นักเขียนในดวงใจก็คืออาจารย์วินิตา นามปากกาแก้วเก้า หรือ ว.วินิจฉัยกุล”

เมื่อถามต่อว่า ก่อนจะมีผลงานเรื่อง จวบระพีอัสดง เวอร์ชันในแพลตฟอร์มออนไลน์ เคยมีผลงานที่ถูกเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนมาบ้างไหม
จ๋าตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “จวบระพีอัสดง” คือผลงานเรื่องแรกในชีวิต และไม่เคยวาดฝันมาก่อนเสียด้วยซ้ำว่าจะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในกลุ่มนักอ่านออนไลน์
“ไม่ได้คิดว่ามันจะบูมได้ขนาดนี้ และคิดว่าถึงแม้ว่าจวบระพีจะบูมมากขนาดนี้แล้วก็ตาม ส่วนตัวรู้สึกว่ายังไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดที่จะสามารถเขียนได้” จ๋าค่อยๆ เท้าความที่มาที่ไปของ “จวบระพีอัสดง” เวอร์ชันออนไลน์ให้ฟัง
ตอนนั้นจวบระพีเป็นรายตอนลงออนไลน์ คิดว่าถ้าเขียนรวดเดียวน่าจะใช้เวลาไม่นาน เขียนแล้วก็ลง พักแป๊บหนึ่งแล้วก็ลง เหมือนกับว่าตอนที่ลงไป คนอ่านมันน้อยมาก ด้วยความที่มันเป็นบรรยายด้วย สมัยนี้คนชอบอ่านแบบแนวแชตมากกว่า คนอ่านน้อยมาก จนมีช่วงหนึ่งที่หยุด โดยส่วนตัวเรามีนิสัยที่ทำอะไรลงไปต้องให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย เลยตัดสินใจเขียนให้เสร็จ ลงให้เสร็จโดยไม่สนใจกระแสตอบรับในตอนนั้น

หลังจากพูดคุยกันมาสักพัก…ถึงเวลาที่เหมาะสมกับการเจาะลึกการทำงานเบื้องหลัง “จวบระพีอัสดง” เรื่องราวที่ถูกวางฉากหลังในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยอีกด้วย ซึ่ง “จ๋า Jacaranda K.” ผู้เขียนได้พูดถึงแรงบันดาลใจการเลือกเหตุการณ์สำคัญในอดีตให้ฟังว่า
“ตอนประถมอ่านพวกประวัติศาสตร์เยอะ แล้วเรามีโอกาสอ่านหนังสือบันทึก แอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank) ซึ่งอยู่ในหมวดเด็ก หลังจากอ่านจบก็ซึมไปนานเลย เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงชาวยิวที่ต้องเผชิญหน้ากับสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าเรื่องมันหนักหนาขนาดนั้นเลยหรือ จากนั้นเราค่อยๆ เริ่มอ่านและศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่นๆ ต่อ”
“ในส่วนของการเมืองในเรื่องจวบระพีฯ เราได้ไปหาข้อมูลมาเพิ่มระหว่างที่เขียน ที่ผ่านมาเรารู้เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในไทม์ไลน์ภาพใหญ่อยู่แล้ว แต่ในฐานะของบริบทประเทศไทยตอนนั้นอาจจะไม่ชัดเจน ทำให้เรากลับไปอ่านข้อมูลเพิ่มจากหนังสือ ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของศาสตราจารย์ดิเรก ชัยนาม แล้วก็มีตะลอนอ่านตามร้านหนังสือเก่า บางครั้งก็ไปอ่านหนังสือในงานศพของบุคคลสำคัญในอดีต เพื่อศึกษาว่าภาษาที่ใช้ในช่วงนั้นเป็นประมาณไหน”
เจ้าตัวยอมรับว่าในช่วงแรกที่เขียน “จวบระพีอัสดง” ยังไม่คิดว่าตอนจบของเรื่องจะเป็นเช่นไร รู้เพียงแต่ว่าจะไม่ยอมให้จบแบบเศร้าสะเทือนใจ เพราะเชื่อว่าถ้าเริ่มต้นด้วยความขมขื่นแล้ว เมื่อเดินทางมาถึงตอนจบต้องไม่ผิดหวังแน่นอน
“ในเมื่อคนอ่านกำลังรู้สึกร่วมกับเรื่องราวของระพี ชีวิตที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเลย แม้ว่าชีวิตของเขาจะเจออะไรมากมาย ท้ายที่สุดเขาก็สามารถกลับมาเป็นคนที่เขาอยากจะเป็นได้ เราอยากให้คนอ่าน อ่านด้วยความรู้สึกที่ว่า แม้ว่าจุดหนึ่งจุดใดของชีวิตจะแย่ ไม่ได้หมายความว่าทั้งชีวิตจะแย่ไปเลย แล้วถ้าทำตอบจบให้เศร้าสะเทือนใจมันจะดูซ้ำซาก (Cliche) เกินไปแล้ว”
“จากตอนจบที่เราเลือกแบบมีความสุข มีกระแสออกมา 2 กระแสนะ (ยิ้ม) กระแสแรกบอกว่าขอบคุณมากที่ไว้ชีวิต กับอีกกระแสบอกว่าขายฝันหรือเปล่า จริงๆ ถ้าจะให้ลึกซึ้งกว่านั้น อยากให้มองในแบบระหว่างบรรทัด แม้ว่าในเรื่องจะพูดถึงความเท่าเทียม แต่ว่าหากมองแนวคิดดูดีๆ แล้ว นิ่มยังติดเทิดทูนตัวบุคคลอยู่เลยนะคะ เคยถามคนอ่านบ่อยมากเลยนะ ว่าตัวนิ่มสนับสนุนประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า หรือเพราะระพีสนับสนุน นิ่มเลยเอาด้วย แล้วแนวความคิดที่นิ่มสงสารระพีมาก ทั้งที่ระพีอยู่เหนือกว่าตัวเอง แล้วตัวนิ่มไปไหนไม่ได้ ต้องชอกช้ำขนาดไหน สุดท้ายก็ยังอยู่กับระพี”
ผู้เขียนยังได้ให้คำนิยามของนิยายเรื่องนี้ไว้อีกว่า “อย่างที่รู้กันว่านิยายชายรักชายมันเยอะแล้ว ส่วนตัวไม่ได้มองจวบระพีฯ ว่าเป็นโรแมนซ์ของชายรักชาย แต่เรามองว่าตัวละครเอกเขาเป็นเกย์ เราอยากพูดเลยว่า เขาสามารถเป็นตัวละครเอกในสายของชายหญิงได้ การเป็นเกย์ของระพีคือปมหนึ่งของชีวิตเขา อีกอย่างนิยายต่อให้ตัวเอกเป็นเพศไหนก็ตาม คิดว่าไม่น่าต้องแบ่งหมวดตามเพศของตัวละคร”

ทั้งนี้เมื่อ “จ๋า Jacaranda K.” ต้องตอบคำถามที่ว่า ฉากใดในเรื่องที่เธอรู้สึกผูกพันมากที่สุด เธอเอ่ยปากขอใช้ความคิดสักครู่ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงเพื่อตอบคำถามนี้
“น่าจะเป็นตอนที่ระพีตัดสินใจย้ายไปอยู่เรือนหลังเล็กของแม่ตัวเอง แล้วก็ตอนที่ระพีรู้ว่าแม่เสีย เขาบอกว่ามันไม่เหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่านมา เวลาที่ตัวละครจากไปจะต้องมีฉากที่ยิ่งใหญ่ แต่พอแม่เขาเสีย ทุกคนก็ยังต้องทำงาน รถยังคงสัญจรไปมา รู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีความคล้ายกับชีวิตจริงของตัวเราเอง จุดที่ชีวิตจะจบมันก็จบ มันเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์”
คำถามต่อไป…ในฐานะของผู้เนรมิตตัวละครในเรื่องให้โลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษ ส่วนตัวชื่นชอบตัวละครไหนมากที่สุด?
เจ้าตัวเผยว่า “คุณไพลิน ในแง่ที่ไม่อยากเป็นคนที่ต้องจมอยู่กับพ่ายแพ้ ถ้าใครเคยได้ยินคำว่า ‘Hurt people hurt people’ คนที่เจ็บปวดมักจะทำร้ายคนอื่น เขาทำร้ายคนอื่นตลอดเวลา เพราะเขาไม่สามารถเติมตัวเองให้เต็มได้ มันน่าสนใจตรงที่ว่า แล้วคุณไพลินจะมีชีวิตแบบนี้ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตของตัวเองเลยไหม… อาจจะมีเล่มต่อไป (ยิ้ม)” จ๋ากล่าวอย่างมีนัย
อีกหนึ่งตัวละครที่ถ่ายทอดความคิดแบบเฟมินิสต์ นั่นก็คือ “บุษย์” ซึ่ง “จ๋า Jacaranda K.” ยืนยันหนักแน่นว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครที่นักอ่านที่เป็นผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบ
“ก่อนหน้านี้เคยมีคนบอกว่าตัวละครของบุษย์ไม่สมจริงด้วยนะ แต่ส่วนตัวมองว่า คนแบบบุษย์มีแน่ๆ ผู้หญิงที่เอาชีวิตตัวเอง หรือการเรียนการทำงานเป็นที่ตั้ง และไม่ได้มองว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญ มีเยอะนะ แค่ไม่มีบทบาทในนิยายเท่านั้นเอง”
นอกจากนี้เธอยังได้คำถามว่า ฉากไหนใน จวบระพีอัสดง ที่รู้สึกว่าเขียนยากที่สุดในนิยายเรื่องนี้?
“คิดว่าเป็นซีนที่ให้คนอ่านรู้สึกแฮปปี้ (หัวเราะ) เพราะว่าโทนเรื่อง (Mood and Tone) มันไปในทรงเศร้ามาก ทางดราม่าเรียกว่าเป็นทางถนัดอย่างมาก”
คำถามสุดท้าย อยากให้ฝากเรื่อง “จวบระพีอัสดง” สำหรับคนที่เคยอ่านแล้วและยังไม่เคยได้อ่าน
“อ่านเมื่อสุขภาพจิตพร้อม หวังว่าจะชอบ ถ้ารู้สึกว่าไม่ชอบ เราก็หวังว่านักอ่านจะไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ อ่านต่อ เพราะไม่ว่าอย่างไรการอ่านก็ดีที่สุดแล้ว ถ้าซื้อซ้ำได้ก็ยินดีนะคะ”
ภายใต้ฉากหน้าของความโรแมนติก คือความจริงอันเจ็บปวดที่รอให้คุณมาถอดรหัส… หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในกลิ่นอายประวัติศาสตร์ และต้องการเสพงานเขียนที่กัดกินหัวใจแต่แฝงไว้ด้วยความหวัง “จวบระพีอัสดง” คือผลงานมาสเตอร์พีซที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

เรื่อง : ภัทรวรรณ บูรณะพิมพ์
ภาพ : สกล ปานกลิ่นพุฒ
Shine Publishing สำนักพิมพ์ชายน์
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Page ชวนอ่าน 5 เรื่องราวระหว่างหน้ากระดาษจาก มนุษยทำ HUMAN ACTS โดย HAN KANG ฮันกัง
ณ ใจกลางของความเจ็บปวด: เรื่องราวจากปลายปากกาของฮันกังผู้ใช้วรรณกรรมตั้งคำถามต่อโลก
ทำความรู้จัก ‘ อายาสึจิ ยูกิโตะ ’ ผู้เสกความลึกลับผ่านตัวหนังสือกับนิยายสืบสวนชุดคฤหาสน์ฆาตกรรม