Haemin Sunim พระเซนที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก กับหนังสือ 3 เล่มที่อ่านง่ายเหมาะกับเป็น Everyday Read ที่ช่วยให้เราก้าวผ่านชีวิตไปได้ในแต่ละวัน จุดเด่นของผลงานพระเฮมินก็คือ งานเขียนของเขา นำเสนอมุมมองที่ผสมผสานระหว่างหลักธรรมของพุทธศาสนาเข้ากับความท้าทายในชีวิตยุคใหม่ได้ลงตัว เรียกได้ว่าอ่านได้ทุก Gen เลย
ผลงาน 3 เล่มจาก Haemin Sunim
1. The Things You Can See Only When You Slow Down สิ่งที่พบเห็นได้เมื่อใช้ชีวิตให้ช้าลง
2. Love for Imperfect THINGS รักตัวเองได้แม้ไม่สมบูรณ์แบบ
3. When Thing Don’t Go Your Way เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นไปอย่างใจคิด
The Things You Can See Only When You Slow Down สิ่งที่พบเห็นได้เมื่อใช้ชีวิตให้ช้าลง

สิ่งที่พบเห็นได้เมื่อใช้ชีวิตให้ช้าลง
Haemin Sunim เขียน
เชิญพร คงมา แปล
สำนักพิมพ์ howto
เล่มนี้เนื้อหาแบ่งเป็น 8 บทที่กล่าวถึงแง่มุมต่างๆ ในชีวิต ตั้งแต่ความรัก มิตรภาพ ไปจนถึงการทำงานและแรงบันดาลใจ แต่ละบทจะเริ่มด้วยบทความตามด้วยชุด Quote สั้นๆ ที่จะสะกิดให้เราทบทวนชีวิต และคำเหล่านี้จะอยู่เคียงข้างเราในช่วงเวลาสิ้นหวังที่สุด
ที่สำคัญคือมีการสลับข้อความกับภาพสีช่วยให้พักสายตา สงบจิตใจ ให้เวลาตัวเองได้เพลิดเพลินและทำสมาธิไปในตัวด้วยค่ะ ซึ่งภาพในเล่มนี้สวยและสงบมากๆ


หนังสือเล่มนี้เผยแพร่มุมมองที่ว่าเราทุกคนใช้ชีวิตกันแบบวุ่นวาย จนบางครั้งเรามองข้ามความสวยงามมากมายที่อยู่รอบตัว มองข้ามช่วงเวลาสำคัญ มองข้ามคนสำคัญ มองข้ามตัวเอง การได้อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนเราได้กดปุ่มหยุดเวลาไว้ แล้วสังเกตทุกอย่างรอบตัวและที่สำคัญคือ สังเกตภายในของตัวเอง ตอนนี้เราเป็นอย่างไร โอเคดีไหม และต้องการอะไรกันแน่
หนังสือเล่มนี้เปรียบเทียบชีวิตเหมือนกับการวิ่งอยู่ในลู่ที่เส้นชัยคอยขยับออกไปอย่างไม่สิ้นสุด เราถูกสอนให้หักโหมวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ลืมหูลืมตาตั้งแต่ชั้นประถมจนกระทั่งจบมาทำงาน แต่แล้วกลับรู้สึกเคว้งคว้างเมื่อรู้ตัว แทนที่จะใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและหักโหม เล่มนี้สอนให้เราชะลอความเร็วลงบ้าง เพื่อให้เราได้พักและดำดิ่งสู่ความรู้สึกภายในที่เก็บกักไว้ และทำให้เราได้เรียนรู้ว่าความสุขไม่ได้รออยู่ที่เส้นชัย แต่มีให้ตักตวงอีกมากมายระหว่างทางที่เรามองข้ามไป
ลองช้าลงอีกนิด
แล้วถามตัวเองดีๆ
เป็นโลกหรือจิตใจของเรากันแน่ที่วุ่นวาย
ประโยคนี้ทำให้หยุดคิดและทบทวนตัวเองทันที พอได้อ่านเนื้อหาข้างใน ก็เหมือนได้ปรับมุมมองต่อโลกใบนี้ใหม่ ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ถ้าใจเรายังมองหาด้านดีในสิ่งที่เกิดขึ้นได้มันก็จะเบาลงเอง ยกตัวอย่างตอนที่ พระเฮมินอยู่ในรถไฟใต้ดินที่แออัดท่านบอกว่าเรามีสิทธิ์เลือกจะหงุดหงิด หรือจะมองว่าสนุกดีที่ไม่ต้องจับราวก็ได้ สถานการณ์เดียวกัน แต่ความรู้สึกต่างกัน เพราะ “มุมมอง” ของเราต่างกัน
หนังสือเล่มนี้เลยทำให้รู้ว่า “บางทีความสงบอาจไม่ใช่การหนีจากสิ่งวุ่นวายรอบตัว แต่เป็นการค่อยๆ เริ่มต้นเปลี่ยนวิธีที่เรามองสิ่งรอบตัวหรือโลกใบนี้ด้วยหัวใจที่ช้าลงกว่าเดิม เพราะมีหลายเรื่องเลยบางครั้งเราก็เผลอพลาดช่วงเวลาสำคัญไป เพราะใช้ชีวิตเร็วเกินกว่าจะทันรู้สึกว่ามันมีคุณค่า อย่างเช่น เวลาหลังเลิกงานเรามักจะรีบกลับบ้านอย่างเดียว มัวแต่คิดว่าอยากถึงจุดหมายให้เร็วที่สุดจนไม่ได้มองเลยว่าเส้นทางระหว่างกลับบ้านนั้นสวยงามแค่ไหน
บทที่ 1 “ทำไมข้าพเจ้าถึงยุ่งนักนะ”
พระเฮมินชวนตั้งคำถามที่ชวนให้หยุดคิดว่า “เป็นโลกที่ยุ่งวุ่นวาย หรือเป็นจิตใจของเราเองกันแน่” และท่านก็รับรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่โลกภายนอกที่วุ่นวายเลย แต่เป็นความคิด ความกังวล และความเร่งรีบในจิตใจของเราเอง ถ้าใจเราร้อน โลกก็จะดูเร่งรีบ ถ้าใจเราวุ่นวาย ทุกอย่างก็จะดูยุ่งเหยิงไปหมด บทนี้จึงค่อยๆ ชวนให้เราเข้าใจว่า เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะจดจ่อกับสิ่งใด จะรับรู้โลกด้วยความรีบเร่ง หรือจะค่อยๆ สัมผัสมันตามจังหวะที่จิตใจของเรารับไหว
บทที่ 2 “เป็นเพื่อนกับอารมณ์”
เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะมีอารมณ์ที่ยอมรับได้ยาก แต่เล่มนี้บอกว่า การระงับอารมณ์เชิงลบที่รุนแรงเป็นเรื่องยาก ยิ่งเราพยายามระงับมัน อารมณ์นั้นก็ยิ่งปั่นป่วนและกลับมาอีก แม้ว่าเราจะระงับมันได้ ก็อาจเป็นเพียงแค่การสะกดอารมณ์เอาไว้ แล้วมันก็จะกลับมาอีกครั้ง พระเฮมินลองนึกภาพว่าอารมณ์เชิงลบก็เหมือนกับตะกอนในตู้ปลา ถ้าอยากให้ตะกอนตกลงไปเพื่อให้เห็นปลาได้ชัดเจน สิ่งที่เราจะทําคือจุ่มมือลงไปในนํ้าที่มีตะกอนลอยอยู่ แล้วพยายามกวนให้ตะกอนตกลงไปที่พื้น แต่ตะกอนก็ยิ่งลอยขึ้นมา เช่นเดียวกับการพยายามระงับอารมณ์เชิงลบ
เราอาจจะพยายามผลักมันลงไปหรือรีบหาย
น่าเสียดายที่ยิ่งพยายามเท่าไรมันก็ยิ่งลอยขึ้นมาเท่านั้น
สิ่งที่เราต้องทําคืออย่ายึดติดกับคําว่า “ความโกรธ” “ความเกลียดชัง” หรือ “ความอิจฉา” แต่ให้เฝ้าดูสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำเหล่านั้นแบบไม่ตัดสิน เพียงแค่สะท้อนอารมณ์เชิงลบนั้นและเฝ้าดูอย่างเป็นกลาง
สรุปแล้วเล่มนี้จะพาเราไปค้นหาความสุขในช่วงเวลาธรรมดา เตือนใจให้ใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา หัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้คือการเน้นความสำคัญของ สติ สมาธิ และจิตใจ ซึ่งเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมันยังมีคำแนะนำที่ใช้ได้จริงในการรับมือกับอารมณ์เชิงลบด้วยนะ เช่น ความโกรธ ความอิจฉา หรือความผิดหวัง พระเฮมินแนะนำให้เรา “เป็นเพื่อน” กับอารมณ์เหล่านั้น แทนที่จะพยายามระงับมันอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งเราผลักดันมันมากเท่าไหร่ อารมณ์นั้นก็จะยิ่งปั่นป่วนและกลับมาอีก
สำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตเร่งรีบ หมดไฟ และกังวลเกี่ยวกับอนาคต หนังสือเล่มนี้มอบโอกาสให้พวกเขาได้ไตร่ตรองและทำสมาธิท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบ และช่วยให้เชื่อมโยงกับตัวตนที่อ่อนโยนและหลักแหลมมากขึ้น
Love for Imperfect Things รักตัวเองได้แม้ไม่สมบูรณ์แบบ

แนวคิดหลักของเล่มนี้ คือการที่เราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับและรักตัวเองได้อย่างเต็มที่ แม้ในวันที่ไม่สมบูรณ์แบบ เล่มนี้ท้าทายความคิดที่ว่า “ความสมบูรณ์แบบ” เป็นสิ่งที่เราต้องไล่ตาม เพราะความสมบูรณ์แบบเป็นเพียงภาพลวงตาที่มีไว้หลอกให้เรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ แต่ความจริงแล้ว เราทุกคนดีพออยู่แล้ว ในแบบที่เราเป็น
เนื้อหาส่วนหนึ่งของหนังสือได้กล่าวถึงกลุ่มคนที่น่าสนใจ คือ “คนดี” ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อ่อนโยน มารยาทดี และห่วงใยผู้อื่น แต่กลับเป็นประเภทที่ต้องทนทุกข์กับโรคซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางอารมณ์อื่น ๆ อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่ยุ่งยาก ซึ่งเป็นเพราะคนกลุ่มนี้มักจะ เสียสละตัวเอง โดยเอาความปรารถนาของผู้อื่นมาก่อนของตัวเองอยู่เสมอ พวกเขามักเก็บกดความต้องการของตัวเองเพื่อทำตามความต้องการของผู้อื่น ซึ่งถ้าเก็บกดไว้นาน วันหนึ่งอารมณ์นั้นก็จะกลายเป็นน้ำเน่าเสียและเป็นพิษได้
เล่มนี้จึงให้ทักษะชีวิตที่สำคัญ นั่นคือการเรียนรู้ที่จะ แสดงสิ่งที่รู้สึกออกมา โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานกับมัน หากเราไม่พอใจอะไร เราควรพูดออกมาอย่างใจเย็น แทนที่จะกล้ำกลืนความรู้สึกไว้จนมันระเบิดออกมา นอกจากเรื่องการดูแลตัวเองแล้ว หนังสือยังส่งเสริมให้เรามองโลกและตัวเองด้วยความเมตตาเห็นอกเห็นใจ และสอนให้เรารู้ว่าความรักที่ลึกซึ้งและยั่งยืนนั้นอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์
เช่นเดียวกับเวลาที่ท่านมีความรัก
แล้วอยากใช้เวลากับคนนั้นเพียงคนเดียว
ลองใช้เวลากับตัวเองดู
ท่านสมควรได้รับการดูแลและความสนใจของตัวเอง
จงปรนนิบัติตัวเองด้วยอาหารเลิศรส
หนังสือดีๆ การเดินเล่นชมวิวที่สวยงาม
เมื่อท่านลงทุนให้กับคนที่รัก
ท่านก็ควรลงทุนให้กับตัวเองด้วยเช่นกัน
เหตุใดชีวิตของท่านต้องพังทลาย เพียงเพราะคำวิจารณ์ง่ายๆ ของคนที่ไม่ได้รู้จักหรือห่วงใยท่านเลย
ฮงซ็อกช็อน คนดังชาวเกาหลีคนแรกที่เปิดตัวว่าเป็น LGBTQ
หลายครั้งที่มีคำวิจารณ์บนโลกโซเชียลมีเดียโดยไม่ได้เกิดจากความหวังดีแต่มาจากอคติ แต่เรากลับเผลอรับมันมาแบกไว้ ประโยคนี้จึงไม่ได้ชวนให้เราเพิกเฉยต่อทุกคำพูดแต่กำลังเตือนว่าเราไม่จำเป็นต้องให้คุณค่ากับคำตัดสินของคนที่ไม่ไม่ได้หวังดีกับเราเลยค่ะ
บิวตี้สแตนดาร์ดเปลี่ยนไปตลอดเวลา ในขณะที่ร่างกายและตัวตนของเราคือสิ่งที่อยู่กับเราจริงๆ ในทุกวัน สุดท้ายแล้วเราไม่ต้องสมบูรณ์แบบตามบิวตี้สแตนดาร์ดไปทั้งหมดหรอก แค่การยอมรับตัวเองในแบบที่เป็น อ่อนโยนกับร่างกายและหัวใจของเราก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
ไม่เป็นไรเลยที่จะไม่ติดอันดับที่หนึ่ง ที่สอง หรือแม้แต่ที่สาม อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น
จงเปรียบเทียบกับตัวเองคนเก่า จงชอบตัวเองที่มีความพยายามอย่างสุจริต และจงศรัทธาในตัวเองต่อไป
Haemin Sunim : When Things Don’t Go Your Way เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจคิด

เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจคิด
Haemin Sunim เขียน
นิชานาถ พรหมสวัสดิ์ แปล
สำนักพิมพ์ howto
เล่มนี้จะเจาะลึกเรื่องราวที่เราทุกคนต่างต้องเคยเผชิญ คือ เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจคิด เล่มนี้เน้นย้ำว่า ความล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความเสียใจ แต่มีไว้เพื่อมอบบทเรียนอันล้ำค่าให้มนุษย์ได้พัฒนาเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เล่มนี้ท่านได้ถ่ายทอดประวบการณ์ส่วนตัว ที่ท้าทายทางอารมณ์ของท่านเอง เช่น ช่วงที่ท่านถูกวิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบททดสอบจริงจังในการฝึกจิตของท่าน
เหตุการณ์นี้ทำให้ท่านได้เผชิญหน้ากับความทุกข์ใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ ความกลัวการถูกทอดทิ้ง ที่ฝังลึกอยู่ในใจตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก แทนที่จะกดดันตัวเองให้รู้สึกดีขึ้น ท่านตัดสินใจอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี และโอบรับความรู้สึกทุกข์ใจเหล่านั้นไว้ การที่ให้พื้นที่กับอารมณ์ที่ยังไม่ได้จัดการทำให้ท่านได้สังเกตเห็นพลังแห่งความโกรธในร่างกาย ปลดปล่อยความโศกเศร้า และสุดท้ายก็พบต้นตอของความกลัวในวัยเด็ก นี่คือกระบวนการเยียวยาที่สอนเราว่า เมื่อพายุสงบลง เราจะได้กำหนดตัวตนของเราใหม่ด้วยวิธีการที่เราใช้รับมือกับความล้มเหลว
หนังสือยังได้นำเสนอแนวคิดที่ลึกซึ้งผ่านเรื่องเล่าจากพระนิรวาณสูตรว่าด้วย เทพธิดาแห่งคุณธรรมอันดีงาม (ความสำเร็จ/ความร่ำรวย) กับ เทพธิดาแห่งอธรรมอันเลวร้าย (ความยากจน/ความล้มเหลว) เป็นฝาแฝดที่อยู่คู่กัน เราไม่สามารถต้อนรับใครคนใดคนหนึ่งโดยไม่มีอีกคนได้ นั่นหมายความว่า ความโชคดีมักจะนำไปสู่ความผิดหวังและความยากลำบากอันไม่คาดคิดเสมอ
แล้วชีวิตก็มาถึงจุดหนึ่งที่เราได้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีสามารถหายไปได้ในพริบตา จงรู้สึกขอบคุณและอย่ามาว่าสิ่งใดเป็นของตาย
จงยอมรับที่จะถูกเกลียด เพราะไม่ว่าท่านทําอะไรจะต้องมีคนที่ไม่ยอมรับในตัวท่านเสมอ ดังนั้นแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับคําวิจารณ์และการถูกปฏิเสธ จงตัดสินใจตามความต้องการและคุณค่าที่ท่านยึดถือและใช้ชีวิตในแบบที่ท่านเป็น อย่าแสวงหาการยอมรับจากผู้อื่น แต่จงออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง และให้ตัวเองเป็นผู้ยอมรับตัวตนของตัวเองไตร่ตรองถึงความสําเร็จและจุดแข็ง ชื่นชมในความเมตตาและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเข้าใจในความต้องการและคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง จงพัฒนาการมองเห็นคุณค่าในตัวเองโดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้อื่น
การทำงานหนักเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่าลุ่มหลงไปกับความรู้สึกของการทำงานหนัก หากท่านมัวเมาอยู่กับความรู้สึกนั้น แสดงว่าท่านสนใจเนื้องานจริงน้อยกว่าที่สนใจว่าผู้อื่นจะมองเห็นท่านทำงานหนักเพียงใด
หนังสือทั้งสามเล่มนำเสนอเส้นทางการพัฒนาตนเองที่เชื่อมโยงกัน
สิ่งที่พบเห็นได้เมื่อใช้ชีวิตให้ช้าลง สอนให้เราชะลอชีวิตลงและใช้สติเพื่อจัดการกับความคิดและความ
รักตัวเองได้แม้ไม่สมบูรณ์แบบ สอนให้เรารักและยอมรับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข และเรียนรู้ที่จะแสดงออกถึงความต้องการของตัวเอง
เมื่ออะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างใจคิด มอบความกล้าหาญให้เราเผชิญหน้ากับความยากลำบากและความล้มเหลว โดยมองว่าเป็นโอกาสในการเติบโตทางจิตวิญญาณ
หนังสือเหล่านี้เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยเตือนใจให้เรามีปัญญาที่จะรู้ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เปลี่ยนได้และเปลี่ยนไม่ได้ และให้เราโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต เพราะเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของโลก และจะพบความสุขเมื่อเราผ่อนคลายและอยู่กับความจริงในปัจจุบัน
อย่าคิดว่าตัวเองจะเป็นที่รักก็ต่อเมื่อ
ได้ประสบความสําเร็จในสิ่งที่โลกต้องการเท่านั้น
ท่านคู่ควรกับความรักอยู่แล้ว
บทความอื่นๆ ที่แนะนำให้อ่าน
Shelf-help EP.01 : Self-esteem 101 ปูพื้นฐานวิชาการเห็นคุณค่าในตนเอง